มาตรฐาน มยผ.1311-50 กำหนดวิธีคำนวณแรงลมไว้ 2 วิธีหลัก คือวิธีอย่างง่ายสำหรับอาคารเตี้ยและอาคารสูงปานกลาง กับวิธีอย่างละเอียดสำหรับอาคารสูงที่ต้องพิจารณาผลไดนามิก นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับโครงสร้างพิเศษ เช่น ป้ายโฆษณาและกำแพง ซึ่งรับแรงลมในลักษณะที่ต่างจากอาคารทั่วไป
อ้างอิงโดยตรงจาก มยผ. 1311-50 มาตรฐานการคำนวณแรงลมและการตอบสนองของอาคาร (กรมโยธาธิการและผังเมือง) ส่วนที่ 1 บทที่ 1-5 และภาคผนวก ก-ค — บทความนี้สรุปหลักการ สูตร และตารางค่าประกอบหลักจากตัวมาตรฐานฉบับที่ใช้ในการเผยแพร่ ไม่รวมส่วนที่ 2 (คำอธิบายมาตรฐาน) และส่วนที่ 3 (ตัวอย่างการคำนวณ) ซึ่งไม่อยู่ในเอกสารต้นฉบับที่ใช้จัดทำบทความนี้
มาตรฐาน มยผ.1311-50 แบ่งประเภทอาคารตามความสูงเฉลี่ยของหลังคา (ความสูงเฉลี่ยระหว่างยอดหลังคาและชายคา) เป็น 2 ประเภทหลัก: อาคารเตี้ย (low-rise building) คืออาคารที่มีความสูงเฉลี่ยของหลังคาไม่เกิน 23 เมตร หรืออาคารที่แข็งเกร็งมาก และ อาคารสูง (high-rise building) คืออาคารที่มีความสูงเฉลี่ยของหลังคามากกว่า 23 เมตรขึ้นไป การแบ่งประเภทนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเลือกวิธีคำนวณที่เหมาะสม
หน่วยแรงลมทุกกรณีเริ่มจากหน่วยแรงลมอ้างอิงเนื่องจากความเร็วลม คำนวณจาก q = ½ρV̄² โดย ρ คือความหนาแน่นของมวลอากาศ (ประมาณ 1.25 กก./ลบ.ม.) และ V̄ คือความเร็วลมอ้างอิง จากนั้นหน่วยแรงลมสถิตเทียบเท่าที่กระทำภายนอกอาคารคำนวณจากสมการหลักที่ใช้ร่วมกันทั้งวิธีอย่างง่าย วิธีอย่างละเอียด และโครงสร้างพิเศษ คือ
โดยที่ Iw คือค่าประกอบความสำคัญของแรงลม (ขึ้นกับประเภทความสำคัญของอาคาร), Ce คือค่าประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ (ปรับตามความสูงและความขรุขระของภูมิประเทศ), Cg คือค่าประกอบเนื่องจากผลการกระโชกของลม และ Cp คือค่าสัมประสิทธิ์ของหน่วยแรงลมภายนอก ซึ่งขึ้นกับรูปทรงอาคาร ตำแหน่งบนผิวอาคาร และทิศทางลม — ความแตกต่างหลักระหว่างอาคารเตี้ย อาคารสูง และโครงสร้างพิเศษ อยู่ที่วิธีหาค่า Ce และ Cg ดังอธิบายในหัวข้อถัดไป
ค่าประกอบความสำคัญของแรงลม (Iw) แบ่งตามประเภทความสำคัญของอาคาร 4 ระดับ (น้อย ปกติ มาก สูงมาก) ตามผลกระทบหากอาคารพังทลาย เช่น โรงพยาบาลและสถานีดับเพลิงจัดเป็นประเภทความสำคัญสูงมาก:
| ประเภทความสำคัญ | Iw — สภาวะจำกัดด้านกำลัง | Iw — สภาวะจำกัดด้านการใช้งาน |
|---|---|---|
| น้อย (เกษตรกรรม อาคารชั่วคราว) | 0.8 | 0.75 |
| ปกติ | 1.0 | 0.75 |
| มาก (ชุมนุมคน >300 คน, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย) | 1.15 | 0.75 |
| สูงมาก (โรงพยาบาล สถานีดับเพลิง โรงไฟฟ้า) | 1.15 | 0.75 |
มาตรฐานแบ่งพื้นที่ประเทศไทยออกเป็น 5 กลุ่มความเร็วลมอ้างอิง (V̄) ตามค่าความเร็วลมที่คาบเวลากลับ 50 ปี (V50) และค่าประกอบได้ฝุ่น (TF — ใช้คูณ V50 สำหรับอาคารประเภทความสำคัญสูงมากในสภาวะจำกัดด้านกำลัง):
| กลุ่ม | V50 (ม./วินาที) | TF | ตัวอย่างพื้นที่ |
|---|---|---|---|
| 1 | 25 | 1.0 | กรุงเทพฯและภาคกลางส่วนใหญ่, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่, ภาคเหนือตอนล่าง |
| 2 | 27 | 1.0 | บางอำเภอของภาคเหนือตอนบน (เช่น แพร่ ลำปาง ลำพูน น่าน) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (เช่น นครพนม มุกดาหาร หนองคาย อุบลราชธานี) |
| 3 | 29 | 1.0 | ภาคเหนือตอนบนสุด (เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา) |
| 4A | 25 | 1.2 | ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (เช่น ชุมพร นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และบางอำเภอของนครศรีธรรมราช/สุราษฎร์ธานี) |
| 4B | 25 | 1.08 | ภาคใต้ฝั่งตะวันตกและพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน (เช่น กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง สตูล เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์) |
V̄ = V50 ใช้สำหรับออกแบบที่สภาวะจำกัดด้านการใช้งาน ส่วน V̄ = TF·V50 ใช้สำหรับสภาวะจำกัดด้านกำลัง — บางจังหวัด (ตาก นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี) มีการแบ่งกลุ่มความเร็วลมแยกตามอำเภอ จึงต้องตรวจสอบตารางฉบับเต็มในมาตรฐานเพื่อยืนยันกลุ่มที่ถูกต้องของพื้นที่ตั้งโครงการเสมอ
วิธีการอย่างง่าย (บทที่ 2 ของมาตรฐาน) ใช้กับระบบโครงสร้างหลักต้านทานแรงลมของอาคารเตี้ยและอาคารสูงปานกลางที่มีความสูงไม่เกิน 80 เมตร และไม่เกิน 3 เท่าของความกว้างประสิทธิผลที่น้อยที่สุด รวมถึงผนังภายนอกอาคารทุกประเภท
ค่าประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ (Ce)
แบ่งภูมิประเทศเป็น 2 แบบ: แบบ A (พื้นที่โล่ง ชายฝั่งทะเล) และแบบ B (ชานเมือง พื้นที่มีต้นไม้ใหญ่หนาแน่น) — ค่า Ce ตามความสูงจากพื้นดิน:
| ความสูงจากพื้นดิน | ภูมิประเทศแบบ A (โล่ง) | ภูมิประเทศแบบ B (ชานเมือง) |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 6 ม. | 0.90 | 0.70 |
| เกิน 6 ถึง 10 ม. | 1.00 | 0.70 |
| เกิน 10 ถึง 20 ม. | 1.15 | 0.82 |
| เกิน 20 ถึง 30 ม. | 1.25 | 0.92 |
| เกิน 30 ถึง 40 ม. | 1.32 | 1.00 |
| เกิน 40 ถึง 60 ม. | 1.43 | 1.13 |
| เกิน 60 ถึง 80 ม. | 1.52 | 1.24 |
อาคารที่ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาหรือลาดชัน (อัตราส่วนความชันมากกว่า 1:10) ต้องปรับเพิ่มค่า Ce ด้วยค่าประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศลาดชัน (Ce*) ตามสมการเฉพาะที่กำหนดในมาตรฐาน เนื่องจากลมที่พัดผ่านเนินเขาและลาดชันทำให้ความเร็วลมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าพื้นที่ราบ
ค่าประกอบเนื่องจากการกระโชกของลม (Cg)
สำหรับวิธีอย่างง่าย มาตรฐานกำหนดค่าคงที่ไว้โดยตรง ไม่ต้องคำนวณ: Cg = 2.0 สำหรับออกแบบโครงสร้างหลักต้านทานแรงลม (ยกเว้นป้ายและกำแพงให้ใช้ 2.35 ตามหัวข้อ 5), และ Cg = 2.5 สำหรับออกแบบโครงสร้างรองและผนังภายนอกอาคาร (cladding) ที่มีขนาดเล็ก เช่น ขนาดหน้าต่าง
ค่าสัมประสิทธิ์ของหน่วยแรงลม (Cp)
ค่า Cp ภายนอกขึ้นกับรูปทรงอาคาร อัตราส่วนความสูงต่อความกว้างของด้านที่แคบที่สุด และตำแหน่งบนผิวอาคาร (ผนังด้านต้นลมรับแรงดัน ผนังด้านท้ายลมและด้านข้างรับแรงดูด หลังคารับแรงดันหรือแรงดูดขึ้นกับความชัน) ค่าตัวเลขโดยละเอียดแสดงเป็นแผนภูมิสำหรับอาคารเตี้ยรูปทรงต่างๆ ในภาคผนวก ข.1 ของมาตรฐาน ส่วนค่าสัมประสิทธิ์ของหน่วยแรงลมภายใน (Cpi) แบ่งเป็น 3 กรณีตามลักษณะการรั่วซึม/ช่องเปิดของอาคาร ตั้งแต่ Cpi = -0.15 ถึง 0.0 (อาคารปิดทึบ) ไปจนถึง Cpi = -0.7 ถึง 0.7 (อาคารที่มีช่องเปิดขนาดใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม)
การรวมผลของแรงลมสำหรับอาคารสูงปานกลางและอาคารที่มีความสมมาตรทางโครงสร้าง มาตรฐานกำหนดให้พิจารณา 4 กรณีร่วมกัน ได้แก่ แรงลมเต็มพื้นผิว 100% ในทิศทางแกนหลักทีละทิศทาง, แรงลมเต็มพื้นผิว 75% พร้อมโมเมนต์บิด, แรงลม 75% เต็มพื้นผิวทั้งสองทิศทางพร้อมกัน (เพื่อคำนึงถึงลมที่พัดไม่ตรงแนวตั้งฉากผนัง) และแรงลม 75% พร้อมโมเมนต์บิดทั้งสองทิศทางพร้อมกัน เพื่อให้ครอบคลุมมุมปะทะต่างๆ ที่อาจก่อผลกระทบมากกว่าลมพัดตั้งฉากอาคารโดยตรง
วิธีการอย่างละเอียด (บทที่ 3-4 ของมาตรฐาน) บังคับใช้กับอาคารที่มีความสูงเกิน 80 เมตร หรือมีความสูงเกิน 3 เท่าของความกว้างประสิทธิผลที่น้อยที่สุด รวมถึงอาคารที่สั่นไหวง่าย (น้ำหนักเบา ความถี่ธรรมชาติต่ำ ความหน่วงต่ำ) วิธีนี้ต่างจากวิธีอย่างง่ายตรงที่ค่า Ce และ Cg ต้องคำนวณโดยพิจารณาผลไดนามิกของอาคารโดยตรง แทนการใช้ค่าคงที่
ค่าประกอบเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ (Ce) — 3 ประเภทภูมิประเทศ
| ความสูงจากพื้นดิน | แบบ A (โล่ง) | แบบ B (ชานเมือง) | แบบ C (ใจกลางเมืองใหญ่) |
|---|---|---|---|
| ไม่เกิน 10 ม. | 1.00 | 0.50 | 0.40 |
| เกิน 10-20 ม. | 1.21 | 0.63 | 0.40 |
| เกิน 20-40 ม. | 1.47 | 0.89 | 0.49 |
| เกิน 40-80 ม. | 1.79 | 1.25 | 0.81 |
| เกิน 80-120 ม. | 2.01 | 1.54 | 1.09 |
| เกิน 120-160 ม. | 2.17 | 1.77 | 1.34 |
| เกิน 160-200 ม. | 2.31 | 1.98 | 1.57 |
| เกิน 200-250 ม. | 2.46 | 2.22 | 1.84 |
| เกิน 250-300 ม. | 2.50 | 2.43 | 2.10 |
ภูมิประเทศแบบ C ใช้เฉพาะบริเวณศูนย์กลางเมืองใหญ่ที่มีอาคารสูงตั้งหนาแน่น (อาคารไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในบริเวณสูงเกิน 4 ชั้น) และต้องพิจารณาความรอบคอบเพิ่มเติมเรื่องช่องลมที่เกิดจากการสร้างอาคารและระลอกลมจากอาคารสูงข้างเคียง
ค่าประกอบเนื่องจากการกระโชกของลม (Cg) — คำนวณจากการตอบสนองไดนามิก
ต่างจากวิธีอย่างง่าย ค่า Cg สำหรับอาคารสูงคำนวณจากสมการ Cg = 1 + gp(σ/μ) โดย gp คือค่าประกอบเชิงสถิติเพื่อปรับค่ารากกำลังสองเฉลี่ยให้เป็นค่าสูงสุด และ σ/μ คำนวณจากตัวแปรที่สะท้อนพฤติกรรมพลศาสตร์ของอาคารโดยตรง ได้แก่ ค่าประกอบการตอบสนองแบบกึ่งสถิตต่อการแปรปรวนของลม (B — ฟังก์ชันของอัตราส่วนความกว้างต่อความสูง W/H), ตัวคูณลดเนื่องจากขนาดของอาคาร (s), อัตราส่วนพลังงานของการแปรปรวนของลม ณ ความถี่ธรรมชาติของอาคาร (F), ความถี่ธรรมชาติของอาคาร (nD — สำหรับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กประมาณได้จากสูตร nD ≈ 44/H) และอัตราส่วนความหน่วง (β — โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 0.005-0.015 สำหรับอาคารโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตเสริมเหล็ก ขึ้นกับระดับการสั่นไหว) เนื่องจากตัวแปรเหล่านี้ขึ้นกับคุณสมบัติพลศาสตร์เฉพาะของอาคารแต่ละหลัง การคำนวณจึงต้องทำโดยวิศวกรที่มีความเข้าใจพลศาสตร์โครงสร้างและใช้แบบจำลองที่เหมาะสม
การควบคุมการโก่งตัวและการสั่นไหว
ระยะโก่งตัวด้านข้างสูงสุดที่ยอดอาคาร (Δ) ภายใต้แรงลมสถิตเทียบเท่าที่สภาวะจำกัดด้านการใช้งาน (Iw = 0.75) ต้องไม่เกิน 1/500 ของความสูงอาคาร ส่วนการสั่นไหวของอาคาร (building motion) ที่ผู้ใช้อาคารรู้สึกได้ ควบคุมด้วยเกณฑ์อัตราเร่งสูงสุดในแนวราบที่ยอดอาคาร โดยต้องไม่เกิน 0.15 เมตร/วินาที² สำหรับอาคารที่พักอาศัย หรือ 0.25 เมตร/วินาที² สำหรับอาคารพาณิชย์ ทั้งในทิศทางลมและทิศตั้งฉากกับทิศทางลม
การสั่นไหวในทิศตั้งฉากกับทิศทางลมและโมเมนต์บิด (บทที่ 4)
สำหรับอาคารที่มีอัตราส่วนความสูงต่อ √(WD) ตั้งแต่ 3 ขึ้นไป (อาคารเพรียว) มาตรฐานกำหนดให้คำนวณแรงลมและการตอบสนองในทิศตั้งฉากกับทิศทางลมเพิ่มเติม (across-wind response) ซึ่งเกิดจากการหลุดของกระแสวนอากาศ (vortex shedding) ที่ไหลผ่านอาคาร ผลของแรงลมด้านนี้ในอาคารเพรียวมากอาจมีนัยสำคัญไม่น้อยกว่าแรงลมในทิศทางลมโดยตรง พร้อมกันนี้ต้องคำนวณโมเมนต์บิดสถิตเทียบเท่า (MT) ที่เกิดจากการกระจายตัวไม่สมมาตรของแรงลมรอบอาคารด้วย
การทดสอบในอุโมงค์ลม (บทที่ 5)
มาตรฐานยอมรับการทดสอบแบบจำลองอาคารในอุโมงค์ลมเป็นทางเลือกเพิ่มเติมหรือทดแทนการคำนวณตามสูตร โดยเฉพาะอาคารสูงพิเศษ อาคารรูปทรงไม่ปกติ หรืออาคารที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อนซึ่งมาตรฐานการคำนวณไม่ครอบคลุม เช่น ช่องลมเฉพาะที่ (local channel) หรือผลกระทบจากอาคารข้างเคียง
ป้ายและกำแพง (แผ่นเรียบตั้งอิสระที่ไม่มีผนังปิดล้อม) ใช้สมการหลักเดียวกับวิธีอย่างง่าย (p = Iw·q·Ce·Cg·Cp) แต่มีข้อกำหนดค่า Cg และ Cp เฉพาะที่แตกต่างจากอาคารทั่วไป เนื่องจากป้ายเป็นแผ่นบางที่ไวต่อการกระโชกของลมมากกว่าผนังอาคาร
ค่าประกอบเนื่องจากการกระโชกของลม
กำหนดค่าคงที่ Cg = 2.35 สำหรับป้ายและกำแพงโดยเฉพาะ (สูงกว่าค่า 2.0 ที่ใช้กับโครงสร้างหลักอาคารทั่วไป)
ค่าสัมประสิทธิ์ของหน่วยแรงลม (Cp)
Cp ของป้ายคำนวณจากค่าสัมประสิทธิ์หน่วยแรงลมเฉลี่ย (Cpa) ซึ่งขึ้นกับสัดส่วนรูปร่างของป้าย 2 อัตราส่วน คือ b/d (ความกว้างต่อความลึกของป้ายในแนวราบ — โดยทั่วไปป้ายบางจึงมีค่ามาก) และ d/h (ความสูงของแผ่นป้ายต่อความสูงรวมจากพื้นถึงขอบบน — เมื่อ d/h = 1.0 หมายถึงกำแพงหรือป้ายที่ตั้งขึ้นจากพื้นโดยตรง ไม่มีช่องว่างใต้ป้าย) ค่า Cpa ตามมาตรฐานอยู่ในช่วง 1.15 ถึง 1.65 โดยค่าสูงสุดเกิดกับป้ายที่มี d/h น้อย (ป้ายแคบสูง มีช่องว่างใต้ป้ายมาก) และค่าต่ำสุดเกิดกับกำแพงหรือป้ายที่ตั้งจากพื้น (d/h = 1.0) ที่มีสัดส่วนกว้างมาก (b/d ≥ 5)
มาตรฐานกำหนดให้ตรวจสอบ 3 กรณีทิศทางลม: ลมตั้งฉากกับแผ่นป้าย (θ = 0°) ซึ่ง Cp มีค่าสม่ำเสมอเท่ากับ Cpa ทั่วทั้งแผ่นป้าย และ ลมทำมุมเฉียง 45° กับแผ่นป้าย (θ = ±45°) ซึ่ง Cp ไม่สม่ำเสมอ — แบ่งความกว้างป้ายออกเป็น 3 ส่วนเท่ากัน โดยส่วนขอบด้านที่ลมเข้าปะทะก่อนรับค่า Cp = 1.9Cpa (สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก) ส่วนกลางรับค่า Cp = Cpa และส่วนขอบอีกด้านรับเพียง Cp = 0.1Cpa ทั้งนี้ต้องตรวจสอบทั้งกรณีลมเฉียงจากด้านซ้ายและด้านขวา เพื่อหาตำแหน่งวิกฤตของโครงสร้างรองรับป้าย (เสาและฐานราก) เนื่องจากแรงเฉพาะจุดที่ขอบป้ายอาจสูงกว่าแรงลมเฉลี่ยเกือบ 2 เท่า
มาตรฐานนี้ครอบคลุมอาคารรูปทรงปกติทั่วไปตั้งแต่อาคารเตี้ยจนถึงอาคารสูง แต่ไม่ครอบคลุมโครงสร้างที่มีลักษณะพิเศษหรือมีการตอบสนองต่อแรงลมรุนแรงกว่าปกติ เช่น ปล่องควันที่มีความสูงชะลูดมาก สะพานช่วงยาว หรือสภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะพิเศษ เช่น ช่องลมเฉพาะที่หรือผลของอาคารข้างเคียง ซึ่งกรณีเหล่านี้จำเป็นต้องใช้การทดสอบในอุโมงค์ลมตามบทที่ 5 แทนการคำนวณตามสูตร
เนื้อหานี้สรุปหลักการ สูตร และตารางค่าประกอบหลักจากมาตรฐาน มยผ.1311-50 ส่วนที่ 1 (มาตรฐานการคำนวณแรงลมและการตอบสนองของอาคาร) เพื่อการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่รวมค่าสัมประสิทธิ์ของหน่วยแรงลมโดยละเอียดในภาคผนวก ข (แผนภูมิ Cp ตามรูปทรงอาคาร) ตารางแรงลมออกแบบสำเร็จรูปในภาคผนวก ค และคำอธิบาย/ตัวอย่างการคำนวณในส่วนที่ 2-3 ของมาตรฐาน ซึ่งไม่ได้อยู่ในเอกสารที่ใช้จัดทำบทความนี้ ตัวเลขกลุ่มความเร็วลมและตารางค่าประกอบภูมิประเทศที่แสดงในบทความนี้คัดลอกจากตัวมาตรฐานโดยตรง แต่การกำหนดกลุ่มพื้นที่ ประเภทภูมิประเทศ ประเภทความสำคัญของอาคาร คุณสมบัติพลศาสตร์ (ความถี่ธรรมชาติ ความหน่วง) และค่าสัมประสิทธิ์แรงลมที่แม่นยำสำหรับแต่ละโครงการ ต้องตรวจสอบจากมาตรฐานฉบับเต็มที่บังคับใช้จริงและดำเนินการโดยวิศวกรผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น