กฎกระทรวง พ.ศ. 2564 กำหนดบริเวณเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว 3 ระดับตามจังหวัด ส่วนมาตรฐาน มยผ.1301/1302-61 กำหนดวิธีคำนวณแรงแผ่นดินไหวโดยละเอียด ซึ่งแยกแนวทางออกแบบตามความสูงและประเภทโครงสร้าง (คอนกรีตเสริมเหล็ก/เหล็กรูปพรรณ) รวมถึงพื้นที่ในแอ่งกรุงเทพฯ ที่มีชั้นดินอ่อนหนาเป็นพิเศษ ซึ่งใช้สเปกตรัมการออกแบบเฉพาะแยกจากพื้นที่ทั่วประเทศ
อ้างอิงโดยตรงจาก (1) กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564 และ (2) มยผ. 1301/1302-61 มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (กรมโยธาธิการและผังเมือง) — ตัวเลข ตาราง และเกณฑ์ทั้งหมดในบทความนี้คัดลอกจากตัวบทมาตรฐานทั้งสองฉบับโดยตรง ไม่มีการประมาณหรือเดาเพิ่มเติม ยกเว้นตารางค่า Ss/S1 รายอำเภอทั่วประเทศ (ตารางที่ 1.4-1 ของมาตรฐาน ซึ่งมีความยาวหลายสิบหน้า) ที่ไม่ได้นำมาแสดงครบทุกอำเภอในบทความนี้
กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารฯ ในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564 (ยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2550) แบ่งพื้นที่ประเทศไทยเป็น 3 บริเวณตามระดับความเสี่ยง โดยจังหวัดที่ไม่ปรากฏในตารางนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎกระทรวงฉบับนี้โดยตรง:
| บริเวณ | ระดับความเสี่ยง | จังหวัด |
|---|---|---|
| บริเวณที่ 1 (14 จังหวัด) | เฝ้าระวัง | กระบี่ ชุมพร ตรัง นครพนม นครศรีธรรมราช บึงกาฬ ประจวบคีรีขันธ์ พิษณุโลก เพชรบุรี เลย สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี หนองคาย |
| บริเวณที่ 2 (17 จังหวัด) | ปานกลาง | กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร ชัยนาท นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พังงา ภูเก็ต ระนอง ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี อุทัยธานี |
| บริเวณที่ 3 (12 จังหวัด) | สูง | กาญจนบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ |
กฎกระทรวงบังคับใช้กับอาคารเฉพาะประเภทและขนาดในแต่ละบริเวณ ไม่ใช่ทุกอาคาร โดยสรุปเกณฑ์หลัก (ข้อ 4) ดังนี้:
| บริเวณ | ประเภท/ขนาดอาคารที่ต้องออกแบบต้านแผ่นดินไหว (ตัวอย่างหลัก) |
|---|---|
| บริเวณที่ 1 และ 2 | อาคารสูงตั้งแต่ 15 ม. หรือ 5 ชั้นขึ้นไป · อาคารขนาดใหญ่พิเศษ · สถานพยาบาลค้างคืน สถานีดับเพลิง ท่าอากาศยาน โรงไฟฟ้า ศูนย์สื่อสาร/บรรเทาสาธารณภัย · คลังวัตถุอันตราย · โรงมหรสพ/ห้างสรรพสินค้า/สถานีขนส่งตามพื้นที่กำหนด (600–1,500 ตร.ม. ขึ้นไปตามประเภท) · โรงแรม/อาคารชุด/หอพัก ≥ 4,000 ตร.ม. · อาคารจอดรถ ≥ 4,000 ตร.ม. · สะพาน/อุโมงค์/เขื่อนตามเกณฑ์ความยาวช่วง/ความสูง · อาคารราชการ/รัฐวิสาหกิจ |
| บริเวณที่ 3 | เกณฑ์เข้มกว่า: อาคารสูงตั้งแต่ 10 ม. หรือ 3 ชั้นขึ้นไป · อาคารสาธารณะทุกขนาด · อาคารอยู่อาศัย/พาณิชย์ที่จัดสรรที่ดินทุกหลัง · สถานรับเลี้ยงเด็ก/ผู้สูงอายุทุกขนาด · เรือนจำ · อาคารขนาดใหญ่พิเศษ · สะพาน/อุโมงค์/เขื่อนตามเกณฑ์ที่เข้มกว่าบริเวณ 1-2 |
อาคารที่ก่อสร้างเสร็จหรือได้รับใบอนุญาตก่อนกฎกระทรวงฉบับนี้บังคับใช้ได้รับยกเว้น ทั้งนี้การพิจารณาว่าอาคารใดต้องออกแบบต้านแผ่นดินไหวหรือไม่ ต้องตรวจสอบตัวบทกฎกระทรวงฉบับเต็มประกอบเสมอ เนื่องจากมีเงื่อนไขปลีกย่อยอีกหลายข้อที่ไม่ได้แสดงในตารางสรุปนี้
มาตรฐาน มยผ.1301/1302-61 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ. 2561) กำหนดค่าความเร่งตอบสนองเชิงสเปกตรัมของแผ่นดินไหวรุนแรงสูงสุดที่พิจารณา (Maximum Considered Earthquake) ที่คาบการสั่น 0.2 วินาที (SS) และ 1.0 วินาที (S1) เป็นรายอำเภอทั่วประเทศ (ตารางที่ 1.4-1 ของมาตรฐาน) ยกเว้นพื้นที่แอ่งกรุงเทพฯ ที่ใช้วิธีคำนวณแยกต่างหาก (ดูหัวข้อที่ 6) ค่าที่ได้ต้องปรับแก้ด้วยค่าประกอบชั้นดิน Fa และ Fv ตามประเภทชั้นดินที่ตั้งอาคาร (A ถึง F) ก่อนนำไปคำนวณค่าออกแบบ SDS และ SD1 — หากไม่มีข้อมูลดินและไม่สามารถสำรวจได้ มาตรฐานให้สมมติเป็นชั้นดินประเภท D
| ประเภทชั้นดิน | ลักษณะ | ความเร็วคลื่นเฉือนเฉลี่ย v̄s |
|---|---|---|
| A | หินแข็ง | > 1,500 ม./วินาที |
| B | หิน | 750 – 1,500 ม./วินาที |
| C | ดินแข็ง | 360 – 750 ม./วินาที |
| D | ดินปกติ (ค่าสมมติเมื่อไม่มีข้อมูล) | 180 – 360 ม./วินาที |
| E | ดินอ่อน | < 180 ม./วินาที |
| F | ดินที่มีลักษณะพิเศษ (เช่น เสี่ยงดินเหลว ดินเหนียวอ่อนมาก) | ต้องวิเคราะห์การตอบสนองของชั้นดินเฉพาะพื้นที่ |
ค่าตัวประกอบความสำคัญของอาคาร (Importance Factor, I) แบ่งตามประเภทความสำคัญ 4 ระดับ ซึ่งใช้คูณเข้ากับแรงแผ่นดินไหวที่ออกแบบโดยตรง:
| ประเภทความสำคัญ | ตัวอย่างอาคาร | ตัวประกอบ I |
|---|---|---|
| I (น้อย) | อาคารเกษตรกรรม อาคารชั่วคราว | 1.0 |
| II (ปกติ) | อาคารทั่วไปที่ไม่จัดอยู่ในประเภทอื่น | 1.0 |
| III (มาก) | ที่ชุมนุมคน >300 คน โรงเรียน/มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล(รักษาไม่ฉุกเฉิน) เรือนจำ | 1.25 |
| IV (สูงมาก) | โรงพยาบาลฉุกเฉิน สถานีตำรวจ/ดับเพลิง โรงไฟฟ้า ศูนย์สื่อสาร/บรรเทาสาธารณภัย ท่าอากาศยาน ศูนย์บัญชาการแห่งชาติ | 1.5 |
จากนั้นจึงกำหนด ประเภทการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว (Seismic Design Category, SDC) เป็น 4 ระดับ (ก ข ค ง) โดยพิจารณาจากค่า SDS/SD1 ร่วมกับประเภทความสำคัญของอาคาร — ยิ่งค่าสูงและอาคารสำคัญมาก ยิ่งตกอยู่ในประเภท ง ซึ่งเป็นระดับที่ต้องออกแบบเข้มงวดที่สุด:
| ค่า SDS | ประเภท I หรือ II | ประเภท III | ประเภท IV |
|---|---|---|---|
| < 0.167 | ก (ไม่ต้องออกแบบ) | ก | ก |
| 0.167 – 0.33 | ข | ข | ค |
| 0.33 – 0.50 | ค | ค | ง |
| ≥ 0.50 | ง | ง | ง |
มาตรฐานกำหนดตารางเดียวกันสำหรับค่า SD1 (ช่วง <0.067 / 0.067–0.133 / 0.133–0.20 / ≥0.20 ให้ผลประเภท ก/ข/ค/ง ตามลำดับในแนวเดียวกัน) แล้วให้ใช้ประเภทที่เข้มงวดกว่าจากทั้งสองตาราง ประเภทการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวนี้เป็นตัวกำหนดว่าระบบโครงสร้างแบบใดใช้ได้ ต้องใช้วิธีวิเคราะห์แบบใด และต้องให้รายละเอียดเหล็กเสริม/จุดต่อเข้มงวดเพียงใด ตามที่อธิบายในหัวข้อถัดไป
แรงเฉือนที่ฐานอาคาร (Base Shear, V) คำนวณจาก V = CSW โดย CS = Sa(I/R) และต้องไม่น้อยกว่า 0.01 — W คือน้ำหนักโครงสร้างประสิทธิผลของอาคาร ส่วนคาบการสั่นพื้นฐานโดยประมาณ (วิธี ก) คำนวณจาก T = 0.02H สำหรับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก (H คือความสูงอาคารเป็นเมตร)
ตัวประกอบปรับผลตอบสนอง (R) ขึ้นกับระบบโครงสร้างด้านแรงด้านข้างที่เลือกใช้ ยิ่งระบบมีความเหนียวสูง ยิ่งได้ค่า R สูง (ออกแบบด้วยแรงต่ำลง) ตัวอย่างค่าหลักสำหรับระบบคอนกรีตเสริมเหล็ก:
| ระบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก | R | Ω₀ | Cd | ใช้ได้ในประเภท ก.ต.ผ.แผ่นดินไหว |
|---|---|---|---|---|
| กำแพงรับแรงเฉือนแบบธรรมดา (Ordinary Shear Wall) | 4–5 | 2.5 | 4–5 | ข, ค (ง เฉพาะกรณี* ดูข้อจำกัดความสูง) |
| กำแพงรับแรงเฉือนที่มีรายละเอียดพิเศษ (Special Shear Wall) | 5–8 | 2.5 | 4.5–5.5 | ข, ค, ง |
| โครงต้านแรงดัดธรรมดา (Ordinary Moment Frame) | 3 | 3 | 2.5 | ข เท่านั้น |
| โครงต้านแรงดัดความเหนียวปานกลาง (Intermediate MRF) | 5 | 3 | 4.5 | ข, ค (ง เฉพาะกรณี* ดูข้อจำกัดความสูง) |
| โครงต้านแรงดัดความเหนียวพิเศษ (Special MRF) | 8 | 3 | 5.5 | ข, ค, ง |
* ข้อจำกัดความสูงสำคัญสำหรับประเภทการออกแบบ ง (หัวข้อ 2.3.1.2 ของมาตรฐาน): ระบบที่ไม่ใช่ความเหนียวพิเศษใช้ได้เฉพาะอาคารที่ไม่สูงเกินค่าต่อไปนี้ — 60 เมตร สำหรับกำแพงรับแรงเฉือนแบบธรรมดา และ 40 เมตร สำหรับโครงต้านแรงดัดคอนกรีตเสริมเหล็กความเหนียวปานกลาง/จำกัด หรือโครงต้านแรงดัดเหล็กความเหนียวปานกลาง — อาคารที่สูงเกินกำหนดในประเภท ง ต้องใช้ระบบที่มีความเหนียวพิเศษ (Special) เท่านั้น หรือตรวจสอบภาวะขีดจำกัด (Limit State) เพิ่มเติมตามที่มาตรฐานกำหนด
ในทางปฏิบัติ อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีรูปทรงสม่ำเสมอและสูงไม่เกิน 50 เมตรในประเภทการออกแบบ ง (หรือทุกความสูงในประเภท ข-ค) สามารถวิเคราะห์ด้วย วิธีแรงสถิตเทียบเท่า (Equivalent Lateral Force Procedure, บทที่ 3) ได้โดยตรง (ตารางที่ 2.7-1) ซึ่งกระจายแรงเฉือนที่ฐานไปยังแต่ละชั้นตามสัดส่วนน้ำหนักและความสูง แล้วตรวจสอบการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้น (Story Drift) ไม่ให้เกินค่าที่ยอมให้ (0.010–0.025hsx ขึ้นกับประเภทความสำคัญและระบบโครงสร้าง) และผลของ P-Delta ตามค่าสัมประสิทธิ์เสถียรภาพ θ
การเสริมเหล็กต้องเป็นไปตามระดับความเหนียวของระบบที่เลือก (บทที่ 5.2) เช่น โครงต้านแรงดัดความเหนียวปานกลางกำหนดให้เหล็กปลอกในคานมีระยะเรียงไม่เกิน 1 ใน 4 ของความลึกประสิทธิผล/8 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็กเสริมตามยาวที่เล็กที่สุด/24 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเหล็กปลอก/300 มม. (เลือกค่าน้อยที่สุด) ภายในระยะ 2 เท่าของความลึกคานจากขอบจุดต่อ
เมื่ออาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูงเกิน 60 เมตร ระบบกำแพงรับแรงเฉือนแบบธรรมดาใช้ไม่ได้แล้วในประเภทการออกแบบ ง (ตามข้อจำกัดหัวข้อที่ 3) จำเป็นต้องเลือกใช้ระบบที่มีความเหนียวพิเศษ (Special Shear Wall หรือ Special Moment Resisting Frame, R สูงสุด 8) หรือระบบโครงสร้างแบบผสม (Dual System) ที่มีโครงต้านแรงดัดรับแรงด้านข้างร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของแรงทั้งหมด
ด้านวิธีวิเคราะห์ ตารางที่ 2.7-1 กำหนดว่าอาคารสูงเกิน 50 เมตรที่อยู่ในแอ่งกรุงเทพฯ หรืออาคารที่มีรูปทรงไม่สม่ำเสมอ ห้ามใช้วิธีแรงสถิตเทียบเท่า ต้องวิเคราะห์ด้วยวิธีเชิงพลศาสตร์ (บทที่ 4) อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ วิธีสเปกตรัมการตอบสนองแบบโหมด (Modal Response Spectrum Analysis) ซึ่งพิจารณาการตอบสนองจากหลายโหมดการสั่นไหวจนน้ำหนักประสิทธิผลเชิงโหมดสะสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของอาคาร หรือ วิธีวิเคราะห์การตอบสนองแบบประวัติเวลา (Response History Procedure) ทั้งแบบเชิงเส้นและไม่เชิงเส้น ซึ่งใช้ข้อมูลประวัติเวลาความเร่งพื้นดินจริงอย่างน้อย 3-7 ชุด — เฉพาะกรณีอาคารรูปทรงสม่ำเสมอและอยู่นอกแอ่งกรุงเทพฯ ที่สูงเกิน 50 เมตร แต่มีคาบการสั่นพื้นฐานน้อยกว่า 3.5TS จึงยังใช้วิธีแรงสถิตเทียบเท่าได้
แรงเฉือนที่ฐานจากวิธีเชิงพลศาสตร์ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของค่าที่คำนวณจากวิธีแรงสถิตเทียบเท่า หากต่ำกว่าต้องปรับค่าแรงภายในทั้งหมดขึ้นด้วยตัวคูณปรับค่า (Scaling Factor) นอกจากนี้อาคารสูงมักมีอัตราส่วนความสูงต่อความกว้างมาก จึงต้องตรวจสอบการสั่นไหวในทิศตั้งฉากกับทิศทางแผ่นดินไหวและผลของโมเมนต์บิดเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบภาวะขีดจำกัด (Limit State) ของหน่วยแรงในคอนกรีตและเหล็กเสริมเมื่อความสูงเกินข้อกำหนดมาตรฐาน
ด้านรายละเอียดเหล็กเสริม อาคารสูงในประเภทการออกแบบ ง ต้องใช้โครงต้านแรงดัดหรือกำแพงที่มีความเหนียวพิเศษ (หัวข้อ 5.2.9 ของมาตรฐาน) ซึ่งกำหนดอัตราส่วนเหล็กปลอกโอบรัด (ρs) ที่บริเวณปลายเสาและกำแพงเข้มงวดกว่าความเหนียวปานกลางอย่างมาก โดยคำนวณจากทั้งกำลังอัดคอนกรีต กำลังครากเหล็กปลอก และแรงตามแนวแกนที่กระทำจริง (สมการที่ 5.2-2 ถึง 5.2-5 ของมาตรฐาน) เพื่อให้แกนคอนกรีตยังคงความสามารถรับแรงได้แม้ผิวคอนกรีตหุ้มเหล็กจะกะเทาะหลุดไปแล้วในแผ่นดินไหวรุนแรง
มาตรฐาน มยผ.1301/1302-61 กำหนดกรอบตัวประกอบ R/Ω₀/Cd สำหรับระบบเหล็กไว้ในตารางเดียวกับคอนกรีตเสริมเหล็ก (ตารางที่ 2.3-1) แต่การออกแบบและจัดรายละเอียด (Detailing) ของสมาชิกเหล็กต้องเป็นไปตามมาตรฐานเฉพาะทาง คือ มยผ. 1304-61 (มาตรฐานการออกแบบอาคารเหล็กโครงสร้างรูปพรรณเพื่อต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว) หรือ ANSI/AISC 341 สำหรับโครงสร้างเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็นให้ใช้ ANSI/AISI Lateral
| ระบบโครงสร้างเหล็ก | R | Ω₀ | Cd | ใช้ได้ในประเภท ก.ต.ผ.แผ่นดินไหว |
|---|---|---|---|---|
| โครงต้านแรงดัดความเหนียวพิเศษ (Special MRF) | 8 | 3 | 5.5 | ข, ค, ง |
| โครงต้านแรงดัดความเหนียวปานกลาง (Intermediate MRF) | 4.5 | 3 | 4 | ข, ค (ง เฉพาะไม่เกิน 40 ม.) |
| โครงต้านแรงดัดธรรมดา (Ordinary MRF) | 3.5 | 3 | 3 | ข, ค เท่านั้น |
| โครงแกงแนงตรงศูนย์ความเหนียวพิเศษ (Special Concentric Braced Frame) | 6 | 2 | 5 | ข, ค, ง |
| โครงแกงแนงตรงศูนย์ธรรมดา (Ordinary Concentric Braced Frame) | 3.5 | 2 | 3.5 | ข, ค เท่านั้น |
| โครงแกงแนงเยื้องศูนย์ (Eccentric Braced Frame) | 7–8 | 2 | 4 | ข, ค, ง |
| ระบบโครงสร้างเหล็กที่ไม่มีการให้รายละเอียดสำหรับรับแรงแผ่นดินไหว | 3 | 3 | 3 | ข, ค เท่านั้น — ห้ามใช้ในประเภท ง |
คาบการสั่นพื้นฐานโดยประมาณสำหรับอาคารโครงสร้างเหล็กคำนวณจาก T = 0.03H (สูงกว่าค่าคอนกรีตเสริมเหล็กที่ T = 0.02H เนื่องจากโครงสร้างเหล็กโดยทั่วไปมีความอ่อนตัวกว่า) สำหรับอาคารในประเภทการออกแบบ ง มาตรฐานกำหนดเพิ่มเติมเฉพาะสำหรับเสาเข็มเหล็ก (หัวข้อ 5.1.3) ว่าเสาเข็มเหล็กหน้าตัด H ต้องออกแบบและจัดรายละเอียดตาม AISC 341 และรอยต่อระหว่างแผ่นหัวเสาเข็มกับเสาเข็มเหล็กหรือเข็มท่อเหล็กที่ไม่ได้บรรจุคอนกรีตต้องรับแรงดึงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของกำลังรับแรงอัดของหน้าตัดเสาเข็ม
ข้อสังเกตสำคัญคือระบบเหล็กที่ไม่ได้จัดรายละเอียดเฉพาะสำหรับแผ่นดินไหว (แถวสุดท้ายในตาราง) แม้จะออกแบบง่ายกว่า แต่ ใช้ไม่ได้เลยในพื้นที่ที่จัดอยู่ในประเภทการออกแบบ ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของบริเวณที่ 3 ตามกฎกระทรวง (ภาคเหนือตอนบน) และบางโซนในแอ่งกรุงเทพฯ ผู้ออกแบบจึงต้องตรวจสอบประเภทการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวของพื้นที่ตั้งโครงการก่อนเลือกระบบโครงสร้างเหล็กเสมอ
แอ่งกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ดินอ่อนหนา (ผลการศึกษาที่มาตรฐานอ้างอิงระบุความลึกถึงประมาณ 800 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 14 จังหวัด) ซึ่งขยายคลื่นแผ่นดินไหวได้มากกว่าพื้นที่ดินแข็งทั่วไป มาตรฐานจึงกำหนดสเปกตรัมการออกแบบเฉพาะสำหรับพื้นที่นี้ แยกจากตารางค่า SS/S1 รายอำเภอที่ใช้กับพื้นที่ทั่วประเทศ โดยแบ่งพื้นที่ในแอ่งออกเป็น 10 โซน:
| โซน | พื้นที่ครอบคลุม (จังหวัด / อำเภอ) |
|---|---|
| 1 | เพชรบุรี (อ.เขาย้อย) · ราชบุรี (อ.ปากท่อ, อ.วัดเพลง, อ.เมืองราชบุรี) |
| 2 | ราชบุรี (อ.ดำเนินสะดวก, อ.บางแพ) · นครปฐม (อ.สามพราน, อ.พุทธมณฑล, อ.นครชัยศรี, อ.ดอนตูม, อ.บางเลน, อ.เมืองนครปฐม) |
| 3 | สมุทรสาคร (ทั้งจังหวัด) · สมุทรสงคราม (ทั้งจังหวัด) |
| 4 | นนทบุรี (ทั้งจังหวัด) |
| 5 | กรุงเทพมหานคร (ทั้งจังหวัด) · สมุทรปราการ (ทั้งจังหวัด) |
| 6 | พระนครศรีอยุธยา (อ.ลาดบัวหลวง, อ.บางไทร, อ.บางปะอิน, อ.วังน้อย, อ.อุทัย, อ.ท่าเรือ, อ.บางบาล, อ.เมืองพระนครศรีอยุธยา) |
| 7 | ปทุมธานี (ทั้งจังหวัด) |
| 8 | นครนายก (อ.บ้านนา, อ.ปากพลี, อ.เมืองนครนายก) |
| 9 | นครนายก (อ.องครักษ์) · ปราจีนบุรี (อ.บ้านสร้าง) · ฉะเชิงเทรา (อ.บางน้ำเปรี้ยว, อ.บางคล้า, อ.ราชสาส์น, อ.คลองเขื่อน, อ.บ้านโพธิ์, อ.บางปะกง, อ.เมืองฉะเชิงเทรา) |
| 10 | ชลบุรี (อ.พานทอง, อ.เมืองชลบุรี) |
ค่าความเร่งตอบสนองเชิงสเปกตรัมสำหรับการออกแบบด้วยวิธีแรงสถิตเทียบเท่า (Sa) ของแต่ละโซน ที่อัตราส่วนความหน่วงร้อยละ 5 (ใช้กับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูงไม่เกิน 60 เมตร) มีค่าดังนี้ (หน่วยเป็นสัดส่วนของ g):
| โซน | SDS (0.2 วิ) | SD1 (1.0 วิ) | Sa (2.0 วิ) | Sa (3.0 วิ) | Sa (4.0 วิ) |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 0.360 | 0.181 | 0.085 | 0.041 | 0.034 |
| 2 | 0.352 | 0.193 | 0.151 | 0.084 | 0.047 |
| 3 | 0.262 | 0.265 | 0.166 | 0.085 | 0.052 |
| 4 | 0.287 | 0.207 | 0.163 | 0.078 | 0.032 |
| 5 (กรุงเทพฯ/สมุทรปราการ) | 0.191 | 0.199 | 0.168 | 0.094 | 0.053 |
| 6 | 0.272 | 0.154 | 0.150 | 0.077 | 0.042 |
| 7 (ปทุมธานี) | 0.246 | 0.181 | 0.132 | 0.084 | 0.051 |
| 8 | 0.162 | 0.075 | 0.041 | 0.025 | 0.015 |
| 9 | 0.214 | 0.156 | 0.107 | 0.048 | 0.022 |
| 10 | 0.179 | 0.049 | 0.035 | 0.023 | 0.014 |
มาตรฐานยังกำหนดตารางแยกต่างหากสำหรับอัตราส่วนความหน่วงร้อยละ 2.5 (ใช้กับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูงเกิน 60 เมตร) และสำหรับวิธีเชิงพลศาสตร์ทั้งสองอัตราส่วนความหน่วง ซึ่งมีค่าต่างจากตารางข้างต้นเล็กน้อย โดยเฉพาะที่คาบสั้น (0.01–0.2 วินาที) — ผู้ออกแบบต้องเลือกตารางให้ตรงกับทั้งวิธีวิเคราะห์และอัตราส่วนความหน่วงของระบบโครงสร้างที่ใช้จริง สำหรับพื้นที่นอกแอ่งกรุงเทพฯ ค่า SS/S1 ต้องดูจากตารางรายอำเภอ (ตารางที่ 1.4-1) แล้วปรับด้วยค่าประกอบชั้นดิน Fa/Fv ตามหัวข้อที่ 2 ก่อนนำไปคำนวณ ไม่ใช้ตารางโซนของแอ่งกรุงเทพฯ
เนื้อหานี้สรุปหลักการ ตัวเลข และตารางหลักจากกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 และมาตรฐาน มยผ.1301/1302-61 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 เพื่อการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้รวม ตารางค่า SS/S1 รายอำเภอครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ (ตารางที่ 1.4-1 ของมาตรฐาน) ตารางสเปกตรัมโซนแอ่งกรุงเทพฯ ที่อัตราส่วนความหน่วง 2.5% และวิธีเชิงพลศาสตร์ รายละเอียดเหล็กเสริมครบทุกกรณีในบทที่ 5 ภาคผนวก ข-จ (กำแพงอิฐก่อ ปฏิสัมพันธ์โครงอาคาร-ผนังก่อ) และเงื่อนไขปลีกย่อยทั้งหมดของกฎกระทรวงข้อ 4 ซึ่งไม่ได้อยู่ในขอบเขตสรุปของบทความนี้ ตัวเลขและตารางที่แสดงคัดลอกจากตัวบทมาตรฐานโดยตรง แต่การกำหนดประเภทการออกแบบ การเลือกระบบโครงสร้าง และรายละเอียดเหล็กเสริมที่แม่นยำสำหรับแต่ละโครงการ ต้องตรวจสอบจากมาตรฐานฉบับเต็มที่บังคับใช้จริง และดำเนินการหรือรับรองโดยวิศวกรผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมเท่านั้น